การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในการตรวจสุขภาพที่สำคัญสำหรับผู้หญิง เพราะสามารถช่วยค้นหาความผิดปกติก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งได้ แต่เมื่อถึงเวลาจะตรวจจริง หลายคนกลับพบชื่อการตรวจหลายแบบ ทั้ง Pap Smear, ThinPrep และ HPV DNA จนเกิดคำถามว่าแต่ละแบบต่างกันอย่างไร และควรเลือกตรวจแบบไหนดี?
จริง ๆ แล้วการตรวจเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด โดย Pap test และ ThinPrep เป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติบริเวณปากมดลูก ส่วน HPV DNA เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก
มาทำความเข้าใจแต่ละวิธีก่อนตัดสินใจตรวจกันค่ะ
ทำไมต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แม้ไม่มีอาการ?
มะเร็งปากมดลูกไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่โดยมากมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ Human Papillomavirus หรือ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง (high-risk HPV) อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูก และในบางรายอาจพัฒนาเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งได้ในเวลาต่อมา
จุดสำคัญคือ ในระยะแรกอาจ ไม่มีอาการผิดปกติเลย การตรวจคัดกรองจึงมีเป้าหมายเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติตั้งแต่ก่อนมีอาการ เพื่อให้สามารถติดตามและดูแลได้อย่างเหมาะสม
การตรวจมะเร็งปากมดลูกมีกี่วิธี?
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่หลายคนน่าจะเคยได้ยิน มีทั้ง Pap Smear, ThinPrep, HPV DNA Test และ Co-testing ซึ่งแต่ละแบบตรวจแตกต่างกันเล็กน้อย มาดูกันว่าแต่ละวิธีคืออะไร และต่างกันอย่างไรค่ะ
1. Pap Smear (Conventional Pap Smear)
Pap Smear เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบดั้งเดิม โดยแพทย์จะใช้แปรงขนาดเล็กเก็บเซลล์จากบริเวณปากมดลูก แล้วป้ายตัวอย่างลงบนแผ่นสไลด์เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจนี้จะช่วยดูว่า เซลล์บริเวณปากมดลูกมีความผิดปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งหรือไม่
ซึ่งที่ วิปป์คลินิก จะไม่มีบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแปปเสมียร์ ค่ะ
2. ThinPrep หรือ Liquid-based Cytology
ThinPrep เป็นการตรวจเซลล์ปากมดลูกเช่นเดียวกับ Pap Smear แต่ต่างกันตรงที่หลังจากเก็บตัวอย่างแล้ว จะนำเซลล์ ใส่ลงในขวดน้ำยาสำหรับเก็บรักษาเซลล์ ก่อนส่งตรวจ แทนการป้ายลงบนแผ่นสไลด์โดยตรง
วิธีนี้ช่วยให้การเตรียมตัวอย่างเซลล์มีคุณภาพดีขึ้น ลดสิ่งรบกวน เช่น มูกหรือเลือด และตัวอย่างที่เก็บไว้อาจสามารถนำไปตรวจ HPV เพิ่มเติมได้ โดยไม่ต้องเก็บตัวอย่างใหม่ ขึ้นอยู่กับชุดตรวจที่ใช้ดังนั้นจริง ๆ แล้ว ThinPrep ก็คือ Pap Test รูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ใช้วิธีเก็บและเตรียมตัวอย่างแบบ Liquid-based Cytology ค่ะ
3. HPV DNA Test
HPV DNA Test ต่างจาก 2 วิธีแรก เพราะไม่ได้ตรวจดูความผิดปกติของเซลล์ แต่เป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อ HPV โดยตรง
สำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จะเน้นตรวจ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก เช่น HPV 16 และ 18 ข้อดีคือสามารถตรวจพบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงได้ แม้ในช่วงที่เซลล์ปากมดลูกอาจยังไม่พบความผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม การตรวจพบ HPV ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่แพทย์จะนำผลตรวจมาประเมินว่าควรติดตามหรือตรวจเพิ่มเติมอย่างไรค่ะ
4. Co-testing
Co-testing คือการตรวจ ThinPrep ร่วมกับ HPV DNA Test ในครั้งเดียวกัน ทำให้ได้ข้อมูลทั้ง 2 ด้าน ได้แก่
- ThinPrep : ดูว่าเซลล์ปากมดลูกมีความผิดปกติหรือไม่
- HPV DNA Test : ดูว่าพบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่
จึงช่วยให้แพทย์มีข้อมูลทั้งเรื่อง ความผิดปกติของเซลล์และการติดเชื้อ HPV เพื่อนำมาประเมินร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องตรวจ Co-testing เสมอไป วิธีที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับอายุ ประวัติการตรวจ และความเสี่ยงของแต่ละคน
Package ตรวจภายใน
Basicตรวจทุก 1 ปี | Advanceตรวจทุก 3-5 ปี | Premiumตรวจทุก 3-5 ปี | |
|---|---|---|---|
ตรวจภายใน | ✔ | ✔ | ✔ |
Ultrasound | ✔ | ✔ | ✔ |
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก | Liquid-based (Thin Prep) ตรวจความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก | Liquid-based + HPV DNA 14 Genotype ตรวจความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก และตรวจ HPV 14 สายพันธุ์ | Liquid-based + HPV DNA 32 Genotype ตรวจความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก และตรวจ HPV 32 สายพันธุ์ |
| 2,190.- | 3,790.- | 4,290.- |
Q&A คำถามที่พบบ่อย
- Q: HPV DNA 14 สายพันธุ์ กับ 32 สายพันธุ์ ต่างกันอย่างไร?
- A: การตรวจ HPV DNA ทั้ง 2 แบบแตกต่างกันที่จำนวนและกลุ่มสายพันธุ์ HPV ที่สามารถตรวจพบได้ โดย
HPV DNA 14 สายพันธุ์ ตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) จำนวน 14 สายพันธุ์ ได้แก่ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 66 และ 68 ซึ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ที่ใช้ในการคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
HPV DNA 32 สายพันธุ์ ตรวจได้ครอบคลุมทั้งหมด 32 สายพันธุ์ ได้แก่
- High-risk HPV 18 สายพันธุ์: 16, 18, 26, 31, 33, 34, 35, 39, 45, 51, 52, 53, 56, 58, 59, 66, 68, 69 และ 73
- Low-risk HPV 13 สายพันธุ์: 6, 11, 32, 40, 42, 43, 44, 54, 70, 72, 81, 84 และ 87
- Q: ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตอนอายุเท่าไหร่?
- A: โดยทั่วไปผู้หญิงควรเริ่มเข้ารับการตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 30 ปี แต่สามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีตามความเหมาะสม หลังจากนั้นควรตรวจซ้ำทุกๆ 1-5 ปี ขึ้นอยู่กับผลการตรวจครั้งก่อนและเทคนิคที่ใช้ในการตรวจ
- Q: ตรวจ HPV เป็นบวก แปลว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกไหม?
- A: ไม่ใช่ค่ะ ผล HPV Positive หมายถึงตรวจพบเชื้อ HPV ตามที่ชุดตรวจรายงาน ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะพิจารณาสายพันธุ์ที่พบ ผลตรวจเซลล์ และประวัติของผู้รับการตรวจ เพื่อวางแผนติดตามหรือตรวจเพิ่มเติม
- Q: ไม่มีอาการผิดปกติ จำเป็นต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกไหม?
- A: ควรตรวจตามแนวทางค่ะ เพราะการติดเชื้อ HPV และความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกระยะแรกอาจไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองจึงมีเป้าหมายเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติก่อนเกิดอาการ
- Q: ฉีดวัคซีน HPV แล้วต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอีกไหม?
- A: ยังควรตรวจตามแนวทางค่ะ เพราะวัคซีน HPV ไม่ได้ครอบคลุม HPV ชนิดก่อมะเร็งทั้งหมด การฉีดวัคซีนและการตรวจคัดกรองจึงเป็นมาตรการป้องกันที่ทำงานเสริมกัน
ที่ VIVV Clinic สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก พร้อมประเมินสุขภาพทางนรีเวชโดยแพทย์เฉพาะทางสูตินรีเวช
ก่อนตรวจ คุณหมอจะสอบถามประวัติและประเมินความเหมาะสม เพื่อช่วยเลือกวิธีตรวจตามอายุ ประวัติผลตรวจเดิม และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล
หากมีผลตรวจ ThinPrep หรือ HPV DNA จากครั้งก่อน สามารถนำผลเดิมมาให้แพทย์พิจารณาร่วมด้วยได้ เพื่อช่วยวางแผนการตรวจและติดตามได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการตรวจที่เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการเลือกตรวจให้เยอะที่สุด แต่คือการเลือกสิ่งที่จำเป็นและสามารถนำผลมาใช้วางแผนดูแลสุขภาพปากมดลูกได้อย่างเหมาะสม
Feel Confident. Live Radiant.
ดูแลสุขภาพผู้หญิงอย่างเข้าใจ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวช